ยินดีต้อนรับสู่ สำนักงานเทศบาลตำบลบ้านเวียง

 

ประวัติความเป็นมาตำบลบ้านเวียง

 

ประวัติหมู่บ้านในตำบลบ้านเวียง

อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

 

 

 

จัดทำโดย

 

 

 

 

สภาวัฒนธรรมตำบลบ้านเวียง

องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเวียง

 

ประวัติพระธาตุปูแจ

**************

ตอนที่ 1 เป็นประวัติอันเนื่องมาจากตำนานพระธาตุปูแจ ความว่า

                        ในสมัยหนึ่งพระพุทธองค์ได้จุติเป็นพระโพธิสัตว์ มีสภาพเป็นทะลายคำ (กวางทอง ทะลาย คือ  เนื้อทราย คำ คือ ทองคำ)  เกิดในเมืองมัตตะราช พ่อแม่ตาย ถูกพรานฮ่อไล่ล่า จึงวิ่งเตลิดลัดเลาะไปตามป่าเขาน้อยใหญ่ ผ่านสถานที่ใดก็มีชื่อปรากฏเป็นประวัติศาสตร์ เช่น มาถึงภูเขาสองลูกบรรจบกันเป็นทางตัน จึงชื่อว่า เมืองตีบ ด้วยเหตุที่วิ่งมาทางไกลได้รับความทุกข์เวทนายิ่งนัก จึงเกิดอาการขับถ่านไม่ออก (ปวดแจลิงค์แลตวาน) จึงถึงแก่ความตายบนภูเขาลูกหนึ่ง ชาวบ้านตั้งชื่อว่า ดอยปวดแจ หรือ ปูแจ (คำว่า ปู คือ ภูเขา) แจ เป็นลักษณะที่ขับถ่ายไม่ออกเนื่องจากมีก้อนอะไรสักอย่างหนึ่ง มาขวางท่อปัสสาวะ และท่ออุจจาระ

                        เมื่อกวางทองตายบนภูเขาลูกนั้น ชาวบ้านเห็นเป็นของแปลก จึงพากันมาสักการะกราบไหว้บูชา และช่วยกันเอาหินผามาปิดล้อมร่างกวางทองไว้ ป้องกันไม่ให้คนหรือสัตว์มาทำลาย เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ในพระชาติต่อมาและเสด็จมายังสถานที่แห่งนี้ ก็ได้ประทานพระเกศาไว้ให้กราบไหว้บูชา และตรัสกับ             พระอานนท์ว่าหากพระองค์ได้เสด็จดับขัณฑ์ ปรินิพานไป ก็ให้นำกระดูกตาตุ่มข้างขวา (อัฐิจักขุ) มาไว้คู่กับ    พระเกศา จึงเป็นที่มาแห่งตำนานพระธาตุปูแจ

ตอนที่ 2 การก่อสร้างองค์พระธาตุปูแจ

                        ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่าสร้างตั้งแต่เมื่อใด แต่ได้มีการเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ชาวบ้านในตำบลบ้านเวียง และตำบลน้ำเลา ได้ประชุมตกลงกันจะสร้างองค์พระธาตุปูแจให้สูงใหญ่สมกับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่กราบไหว้บา จึงตกลงแบ่งงานและแบ่งหน้าที่กัน โดยชาวบ้านที่อยู่ติดกับลำห้วยแม่ถางมีทรายละเอียด ให้ขนทราย หมู่บ้านนั้นจึงชื่อว่า บ้านเวียงสันทราย หมู่บ้านที่อยู่ใกล้พระธาตุปูแจให้เอาเหิง (เหิง คือ เครื่องร่อนทำจากตอกไม้ไผ่) มาเหิงทราย (ร่อนทราย) หมู่บ้านนั้นจึงได้ชื่อว่า บ้านเหิง เพี้ยนมาเป็นบ้านเฮิง และเปลี่ยนเป็น บ้านบุญเริงภายหลัง บ้านที่มีการปลูกอ้อยมากให้นำน้ำอ้อยมาผสมกับทราย (แทนปูนซีเมนต์) บ้านนั้นจึงมีชื่อว่าบ้านไผ่ย้อย บ้านที่มีลำน้ำไหลผ่านให้ขนน้ำขึ้นไปเพื่อนำไปผสมทรายกับน้ำอ้อย บ้านนั้นจึงชื่อว่า บ้านน้ำเลา (เลา แปลว่า งาม) ชาวบ้านดังกล่าวได้ช่วยกันสร้างองค์พระธาตุจนแล้วเสร็จ ชาวบ้านอื่นทั้งใกล้และไกลทราบข่าวก็พากันมาสักการะกราบไหว้ ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่งทางใจตลอดมา

                        ประมาณ ปี พ.ศ. 2400 เจ้าพิริยะเทพวงค์ เจ้าหลวงเมืองแพร่ องค์สุดท้าย ได้มีบัญชาให้เจ้าพ่อบุรีรัตน์คหบดีผู้มีชื่อเสียง และมีอิทธิพลของเมืองแพร่ ทำการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุ และสร้างอุโบสถขึ้น        1 ลังนับเป็นอุโบสถหลังแรกของวัดแห่งนี้

                        กรมศิลปกรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดพระธาตุปูแจ  เมื่อวันที่  8  มีนาคม  2478                ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75

 

 

 

ตำบลบ้านเวียง

ประวัติความเป็นมา

                  วัดเวียงสันทรายตั้งครั้งแรกสันนิษฐานว่าเป็นพวกม่านมาทำการก่อตั้งราว พ.ศ. 2342 และพวกม่านก็อพยพไป เพราะถูกพวกเงี้ยวรังแก เลยทำให้เกิดเป็นเมืองร้าง ในช่วง พ.ศ. 2325 ได้มีเจ้าแสนช้างและ            เจ้าพระเลื่อน พระแสนอุด พระยาเม็งรายร่วมกันแผ้วถางป่า ซึ่งก็ได้พบศิลาหนึ่งแผ่น ปรากฏเป็นตัวหนังสือขอมพบที่เจดีย์หรือพระธาตุแหง ซึ่งก็ไม่มีใครอ่านหนังสือขอมได้ เจดีย์สมัยนั้นก็มีขนาดใหญ่เท่าจอมปลวก ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2400 ครูบาอภิใจ  วณณโต   (วงศ์นันตะ) พร้อมด้วยศรัทธาชาวบานได้พบพระธาตุที่มี   รอยแตกตั้งแต่ฐานถึงยอด จึงได้ชื่อว่า    วัดตาลแหง อยู่มา ระยะหนึ่งมีพกเงี้ยวมาถามหาวัดตาลแหง เพื่อหวังจะขุดเอาสมบัติของมีค่าที่พวกม่านนำมาฝังไว้ แต่ชาวบ้านก็ได้บอกว่าวัดตาลแหง อยู่ไปทางบ้านร้องกวาง

                        ตั้งแต่นั้นมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น วัดเวียงสูนทราย ต่อมาทางเจ้าหน้าที่หรือทางการก็ได้มาตั้งเวียงขึ้น (เมืองแป) ที่บ้านเวียง หมู่ 2 ในปัจจุบัน การตั้งเวียงสมัยนั้น สถานที่ไม่เอื้ออำนวย จึงทำการย้ายไปตั้งใหม่ ทางทิศตะวันออก หรือ ทิศเหนือของหมู่บ้านซึ่งมีปรากฏเป็นคือเวียง ให้เห็นไปทางบ้านไผ่ย้อยและชาวบ้านเรียกว่าประตูใจ ส่วนด้านทิศตะวันตกเรียกว่า ประตูมาร

                        วัดบ้านเวียง ได้รับพิจารณาให้เป็นสำนักสงฆ์ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2325 ชาวบ้านได้ช่วยกันบูรณะเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้นเท่าที่ปรากฏทุกวันนี้ ต่อมามีเจ้าอาวาส 1 รูป ชื่อพระอานนท์ นนทธีโร (ไผ่คำ) ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อ วัดเวียงสูนทราย เป็นวันเวียงสัน-ทราย ซึ่งคำว่าสูนทรายไม่เป็นมงคล โดยเปลี่ยนจาสระอู เป็นไม้หันอากาศ

                        ในราว พ.ศ. 2435 มีนายอำเภอ ชื่อว่า นายอำนาจ  รักษาสัตย์ ร่วมกับชาวบ้านพัฒนาถนนหนทาง  ทำให้การสัญจรไปมาสะดวกสบายขึ้น แต่ว่าบ้านเมืองสมัยนั้นจะทำอะไรก็เหรงกลัวราชการ ด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านจะมีต้นไม้ใหญ่ ชาวบ้านเชื่อถือว่า เป็นที่อยู่ของผีเจ้าบ้าน ด้านทิศเหนือก็มีคือเวียงรอบๆ จึงได้ชื่อว่า บ้านเวียงมีไม้ไผ่รวมอยู่เป็นกอๆ มากพอสมควร อีกทั้งมีของดีมีค่าอยู่หลายแห่ง แต่ไม่ปรากฏว่าอยู่จุดไหนและชาวบ้านก็ไม่แพรงพรายว่ามีมากน้อยแค่ไหนประกอบด้วยสมัยนั้น มีเจ้าแสช้างอยู่ในหมู่บ้านด้วย ทำให้เกิดการหวั่นเกรงอำนาจ ทำให้ไม่มีสมบัติไว้กับบ้านเรือน ฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า เวียงเก่า ต่อมามีพ่อหนานพรม เป็นพ่อบ้านร่วมกับชาวบ้านสร้างวิหารขึ้นหลังแรกกับ ครูบาอภิใจ ได้มีการบูรณะมาตราบทุกวันนี้ ไปทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านยังพอเห็นประตูมารอยู่บ้าง ส่วนทิศตะวันออกและทิศเหนือ ก็พอมีคือเวียงอยู่เล็กน้อย

                  สำหรับพระธาตุตาลแหง ไม่ปรากฏว่าสร้าง พ.ศ.ใด แต่มีการบูรณะมาตลอด ที่มีชื่อว่าพระธาตุ   ตาลแหงก็เพราะมีต้นตาลอยู่หนึ่งต้น มีรอยแตกร้าวตั้งแต่ต้นจนถึงยอด ชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดตาลแหงตามที่สันนิษฐานไว้ตั้งแต่ต้น ในองค์พระธาตุก็มีพระบรมสาริกธาตุคู่บ้านคู่เมือง ที่ชาวบ้านเวียงเคารพนับถือมาตราบทุกวันนี้ วัดเวียงสูนทรายได้เปลี่ยนมาเป็น วัดเวียงสันทราย โดยมีพระธาตุตาลแหงอยู่ในบริเวณวัด

 

 

“วิสัยทัศน์ของตำบล”

                  ตำบลบ้านเวียง เป็นตำบลที่มีราษฎรอยู่กันอย่ามีความสุขตมสมควรแก่อัตภาพมีศิลปวัฒนธรรม   อันน่าภูมิใจ มีแหล่งการศึกษาแก่บุคคลทั่วไป มีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งการคมนาคมสะดวก มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ดี ราษฏรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรเป็นหลัก ประชาชนอยู่ดีกินดีตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีชุมชนที่เข้มแข็งปลอดจากสิ่งเสพติดและเอดส์ ประชาชนมีจิตสำนักและมีส่วนร่วมในการปกครอง     ที่ดี ผู้นำทุกระดับมีจิตสำนึกและใฝ่คุณธรรมดังนี้

ด้านการศึกษา

                  นักเรียน เยาวชน และประชาชน  ได้รับการศึกษาจากสถานศึกษาและบุคลากรที่มีคุณภาพโดย     ถ้วนหน้าทันต่อความก้าวหน้าของโลก

ด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม

                  ส่งเสริมให้สถาบันศาสนาให้มีบทบาทในการพัฒนาคน ทางด้านจิตใจ ความรู้กับการพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และศิลปวัฒนธรรม โดยให้ราษฎรมีส่วนร่วมในทุกระดับ

ด้านการเกษตรกรรม

                  ใช้การตลาดนำการผลิต มีการวางแผนการจัดการอย่างเป็นระบบ  ให้สอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพของชุมชนส่งเสริมสถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งมั่นคงก้าวหน้าและยั่งยืน สามารถพึ่งตัวเองได้ มีความสามารถในการรวมกลุ่ม และ สร้างเครือข่ายกลุ่มเพื่อพัฒนาอาชีพของตนเองและชุมชน ทำให้การพัฒนาการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรของชุมชนมีความต่อเนื่องและยั่งยืน การใช้สารเคมีเกิดความจำเป็นและไม่ถูกวิธีจะต้องลดลง พัฒนาการเรียนรู้การจัดการปลูกพืชแบบผสมผสาน

ด้านการเมือง การปกครองและการบริหาร

                  ส่งเสริมการกระจายอำนาจการบริหาร ปลูกจิตสำนึกทางการเมือง ให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบทางการเมืองในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระบบราชการหรือท้องถิ่น พัฒนาผู้นำให้มีจิตสำนึกและ   ใฝ่คุณธรรม

ด้านเศรษฐกิจ

                  ส่งเสริมการรวมกลุ่มด้านการผลิต การตลาด ให้ความรู้แก่ชุมชนในเรื่องการบริหารจัดการและ เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กระตุ้นการลงทุนด้านอุตสาหกรรมและพานิชยกรรม

ด้านสวัสดิการและความปลอดภัย

                        สร้างจิตสำนึกและให้ความตระหนักในด้านสวัสดิภาพและความปลอดภัย โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพและความปลอดภัย

 

ด้านสุขภาพและอนามัย

                  ส่งเสริมความเสมอภาพในการรับบริหารสาธารณสุข โดยเน้นการป้องกันมากกว่าการบำบัดรักษา ส่งเสริมการศึกษาวิจัยสมุนไพร ส่งเสริมภูมิปัญญาและวิจัยแพทย์แผนไทยและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี

ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                  สร้างจิตสำนึกและให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในทุกระดับ มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อประสานงานภาครัฐและเอกชน ในการแก้ปัญหาชุมชนในพื้นที่เสนอแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายที่               ไม่เหมาะสมและให้ชุมชนมีส่วนร่วม

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง

เลขที่   -          ถนน    -         ตำบล บ้านเวียงใต้   หมู่ที่   3    อยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด

ห่างจากอำเภอ 15 กม. ห่างจากจังหวัด 22 กม. ใช้ระยะเวลาไปอำเภอ 33 น. เดินทางไปจังหวัด 45 น.

อาณาเขต

                  ทิศเหนือ          จด   ตำบลน้ำเลา   อำเภอร้องกวาง   จังหวัดแพร่

                        ทิศใต้              จด   ตำบลห้วยม้า อำเภอเมือง          จังหวัดแพร่

                        ทิศตะวันออก  จด   ตำบลเมืองลี  อำเภอนาหมื่น     จังหวัดน่าน

                        ทิศตะวันตก     จด   ตำบลห้วยม้า อำเภอเมือง          จังหวัดแพร่

                        พื้นที่ติดต่อชายแดนประเทศ  -        ระยะทาง    -    กม.

                        มีจุดผ่านแดนระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ   -    แห่ง

ลักษณะภูมิประเทศ

                  มีพื้นที่ทั้งหมด 30,083 ไร่

                                -  พื้นที่ราบ     6,865  ไร่    ร้อยละ  5.28

                                -  ภูเขา          12,861  ไร่    ร้อยละ 93.68

                                -  พื้นน้ำ         1,357   ไร่    ร้อยละ  1.04

                                -  อื่นๆ               -       ไร่    ร้อยละ   0

สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปของตำบล

                  ฤดูร้อน          ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือน  มีนาคม  ถึงเดือน  พฤษภาคม

                                                อุณหภูมิเฉลี่ย   28.48 c    ปริมาณน้ำฝน  63.5  มม.

                        ฤดูฝน             ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือน  มิถุนายน  ถึงเดือน  ตุลาคม

                                                อุณหภูมิเฉลี่ย   27.63 c    ปริมาณน้ำฝน  153.2  มม.

                        ฤดูหนาว        ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือน  พฤศจิกายน  ถึงเดือน  กุมภาพันธ์

                                                อุณหภูมิเฉลี่ย   22.03 c    ปริมาณน้ำฝน  9.3  มม.

รายละเอียดการจัดทำหมู่บ้าน

ชื่อ หมู่บ้านอ้อยหมู่ 1

ที่ตั้ง หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

ประวัติความเป็นมา (โดยสังเขป)

                  เมื่อประมาณ พ.ศ.2315 มีบุคคลกลุ่มหนึ่ง มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณบ้านอ้อยหลวง ในปัจจุบันได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นบริเวณหอประชุม สถานีอนามัย และตลาดสดบ้านอ้อยเดี๋ยวนี้ และตั้งชื่อว่า “วัดอุสุกาม” มี เจ้าอาวาสชื่อครูบาชุมภู พอตั้งวัดขึ้น ก็สร้างวิหารพร้อมพระประธานขึ้นมาจนเรียบร้อย

                        ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2380 ก็เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น คือ กุฏิลอกคราบ ชาวบ้านกับเจ้าอาวาสจึงย้ายวัดไปตั้งทางทิศตะวันตก ซึ่งอยู่ห่างจากวัดเดิม ประมาณ 20 เมตร เป็นบริเวณป่าหญ้าคาเป็นที่ของนายอินทร์ (นามสกุลไม่ปรากฏ) อุทิศให้วัดอุสุกามก็กลายเป็นวัดร้างไป ซึ่งชาวบ้านพากันเรียกว่า “วัดห่าง”

                        ชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างวัดใหม่ แต่ยังไม่ทันเสร็จ ครูบาชุมภูเจ้าอาวาสก็มรณภาพลงครูบาอ้อยซึ่งเป็นรองเจ้าอาวาสก็ได้เป็นเจ้าอาวาสแทน ขณะนั้นพื้นที่ยังเป็นป่าอยู่ชาวบ้านจึงพากันปลูกอ้อยกันเป็นส่วนมาก ทั้งบริเวณภายในวัด และนอกวัด และบ้านและในขณะเดียวกันทางพระธาตุปูแจก็กำลังซ่อมแซมองค์พระธาตุองค์ก่อน จึงมอบหมายให้บ้านที่มีอ้อยบริจาคน้ำอ้อย เพื่อนำไปผสมกับทราย และปูนขาว เพื่อใช้ก่ออิฐ           องค์พระธาตุ (ในขณะนั้นไม่มีปูนซีเมนต์อย่างเดี๋ยวนี้) จึงเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ ตามที่มอบหมายสิ่งของให้ และเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่กว่าหมู่บ้านอื่น จึงเรียกชื่อว่า “บ้านอ้อยหลวง” หรือบ้านอ้อย จนตราบเท่าทุกวันนี้

                        จากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ทราบว่า ผู้ใหญ่บ้านอ้อยคนแรกคือ

                                                1.  นายผจญ         มีรส        ต่อมาได้เป็นกำนัน

                                                2.  นายหมื่น        วิกาหะ   ต่อมาได้เป็นกำนัน

                                                3.  นายจันทร์       วิกาหะ   ต่อมาได้เป็นกำนัน

                                                4.  นายวาท           พันธุ์ดี

                                                5.  นายเล็ก           สุนันสา

                                                6.  นายโสภณ      สุนันสา

                                                7.  นายยุทธชัย    คะลา      (คนปัจจุบัน)

การปกครอง (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาท/อบต.) ระบุชื่อ

องค์กรบริหารส่วนตำบลบ้านเวียง

สภาพภูมิศาสตร์และการคมนาคม (อธิบายลักษณะพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ อาณาเขต แหล่งน้ำ)

สภาพภูมิศาสตร์ 

                        เป็นที่ราชระว่างภูเขา มีถนนสายหลวงจากปากทางน้ำชำ ร้องเข็ม ผ่านระหว่างหมู่บ้าน

 

อาณาเขต     

                  ทิศเหนือ                        ติดต่อกับบ้านอ้อยหมู่ที่ 10 ต.บ้านเวียง อ.ร้องกวาง จ.แพร่

                        ทิศตะวันออก               ติดต่อกับบ้านอ้อยหมู่ที่ 11 ต.บ้านเวียง อ.ร้องกวาง จ.แพร่

                        ทิศใต้                              ติดต่อกับบ้านห้วยม้า  ต.ห้วยม้า อ.เมือง  จ.แพร่

                        ทิศตะวันตก                ติดต่อกับบ้านปง  ต.ห้วยม้า  อ.เมือง  จ.แพร่

ประชากร

                        ชายจำนวน   190   คน              หญิงจำนวน    260   คน                   รวม    450   คน

                        ความหนาแน่นของประชากร...............คน                        จำนวน    114    ครัวเรือน

การประกอบอาชีพ (ระบุอาชีพที่สำคัญ)

                        ทำนา              ทำไร่           รับจ้าง

ศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีที่สำคัญ (อธิบายศาสนา และวัฒนธรรมประเพณีที่สำคัญของหมู่บ้าน)

                        ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประเพณีที่สำคัญ พิธีเอาขวัญ สะเดาะเคราะห์ประเพณีสลากภัตร      ฟังเทศน์มหาชาติ  รดน้ำดำหัว  เลี้ยงผีปู่ย่า  ปอยบวชลูกแก้ว (นาค)

สถานที่ท่องเที่ยว (ระบุสถานที่ที่สำคัญ)

                        ภาพถ่ายประกอบข้อมูล อาชีพ วัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยว (ถ้ามี)

แหล่งที่มาของข้อมูล (ระบุแหล่งที่มาของข้อมูลว่าได้มาจากแหล่งใดหรือจากแหล่งใด)

                        จากข้อมูลของหมู่บ้าน และเอกสารที่อาจารย์ใหญ่มานพ สายสีนพคุณ อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านอ้อยวิทยาคาร บันทึกไว้ และจากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่และพ่อน้อยคำ  ตุ้ยดา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติบ้านเวียง

 

หมู่ที่ 2-3  ตำบลบ้านเวียง  อำเภอร้องกวาง  จังหวัดแพร่

                        สันนิษฐานว่าพวกม่านมาก่อตั้งเมื่อ  พ.ศ. 2242  ต่อมาพวกม่านได้อพยพหนีไปเนื่องจากถูก          พวกเงี้ยวมารุกราน ส่วนราชการจึงได้พากันมาก่อตั้งเวียงขึ้นที่บ้านเวียงหมู่  2 - 3  เนื่องจากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยจึงได้ย้ายไป ทำให้บ้านเวียงเป็นเวียงเก่า มีหลักฐานทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือของหมู่บ้าน คือ เวียงหรือกำแพงดินปรากฏอยู่และถนนติดต่อกับบ้านไผ่ย้อย  ชาวบ้านเรียกว่าประตูชัย ถนนสายตะวันตกหรือซอย 2  ของหมู่บ้านเรียกว่า ประตูมาน และบ้านเวียงก็ได้ขึ้นอยู่กับตำบลบ้านเฮิง  ซึ่งมีกำนันคำมูลเป็นกำนันและได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นตำบลบ้านเวียงเมื่อ  1  พฤษภาคม  พ.ศ.  2485

                        บ้านเวียงหมู่ที่ 2  ปัจจุบันมีประชากรทั้งหมด  จำนวน ........  หลังคา  จำนวน ..............คน  ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ทำไร่ถั่ว เลี้ยงปลา และทำรองเท้าในโรงงาน

                        บ้านเวียงหมู่ที่ 3  ปัจจุบันมีประชากรทั้งหมด  จำนวน ......... หลังคา   จำนวน ..............คน

ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ทำไร่ถั่ว เพาะเห็ด และทำรองเท้าในโรงงาน

                        บ้านเวียงหมู่ที่  2  (บ้านเวียงเหนือ)  มีผู้ปกครองหมู่บ้านตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันดังนี้

1.  ผู้ใหญ่พรม         เวียงยา

2.  ผู้ใหญ่ต๊ะ            เวียงยา

3.  ผู้ใหญ่มา            ปัญญาศรี

4.  กำนันหมอก       อินทะอุด

5.  ผู้ใหญ่เมือง         ปัญญาศรี

6.  ผู้ใหญ่สมบูรณ์    ทรงกูล

7.  ผู้ใหญ่สมเกียรติ   ติ๊บย้อย

8.  ผู้ใหญ่สมคิด        สายทอง

                        บ้านเวียงหมู่ 3 (บ้านเวียงใต้) มีผู้ปกครองหมู่บ้านตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันดังนี้

1.  กำนันเทพ           คำมูล

2.  ผู้ใหญ่มา            รัก

3.  ผู้ใหญ่จันทร์       กุณาหล่าย

4.  ผู้ใหญ่ติ๊บ           ฝาเรือนดี

5.  ผู้ใหญ่ใจมา        ทาบุญ

6.  กำนันจัด             ทาบุญ

7.  กำนันประเสริฐ   วงศ์นาม

8.  ผู้ใหญ่ผล              พันธุ์ดี

9.  ผู้ใหญ่สมัคร         แตงร้าน

10.ผู้ใหญ่มานิตย์        มุ้งทอง

11.ผู้ใหญ่สนิท           ปินะกัน

ประวัติพระธาตุตาลแหง

                        พระธาตุตาลแหงเป็นองค์พระเจดีย์ประดิษฐานอยู่ที่วัดเวียงสันทรายหมู่ที่ 2   ตำบลบ้านเวียง     อำเภอร้องกวาง  จังหวัดแพร่

                        ตามคัมภีร์ที่บันทึกไว้สันนิฐานว่าพวกม่านเป็นผู้ก่อสร้างและไม่ปรากฏว่าสร้างใน  พ.ศ. ใด ในช่วงต่อมาเมื่อ  พ.ศ. 2524   มีเจ้าช้างแสน เจ้าพระเลื่อน เจ้าแสนอุดและพระยะเม็งราย ได้ชวนกันมาแผ้วถางในบริเวณพบศิลาแผนหนึ่งมีตัวหนังสือขอมสลัดอยู่ที่องค์พระเจดีย์ซึ่งมีขนาดเท่าจอมปลวก ซึ่งชำรุดหักพัง แต่ไม่มีใครสามารถอ่านหนังสือขอมบนแผ่นศิลานั้นได้  เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2400  ครูบาอาภิชัย  วณณโต  (วงศ์นันต๊ะ)  พร้อมคณะศรัทธาจึงได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่าวัดตาลแหงเพราะว่าในบริเวณวัดมีต้นตาลต้นหนึ่งมีรอยแตกตั้งแต่โคนต้นไปถึงยอดและเรียกองค์พระเจดีย์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัดว่า พระธาตุตาลแหง ต่อมามีพวกเงี้ยวได้พากันมาถามหา วัดตาลแหง เพื่อหวังมาขุดเอาของมีค่าที่พวกม่านนำมาฝังได้หลายแห่งในบริเวณวัดและที่องค์พระธาตุ                 แต่ชาวบ้านไม่ยอมบอก

                        เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2476 ชาวบ้านได้ช่วยกันบูรณะสร้างพระธาตุให้องค์ใหญ่ขึ้นเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พระธาตุตาบแหงมีพระบรมสาริกธาตุ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรจุอยู่ในองค์พระธาตุคือ กระดูกเท้านิ้วกลางขวาและมีพระเกศาหนึ่งเส้นบรรจุอยู่ พระธาตุตาลแหงเป็นโบราณสถานที่ทางกรมศาสนาได้ขึ้นบัญชีเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ชาวตำบลใกล้เคียงและตำบลใกล้เคียงให้ความศรัทธาและมาสักการะเป็นประจำจนถึงทุกวันนี้

ประวัติวัดเวียงสันทราย

                        วัดเวียงสันทรายได้ก่อตั้งมาเมื่อ  พ.ศ.2224    สันนิษฐานว่าพวกม่านเป็นผู้ก่อตั้งพวกม่านได้อพยพหนีไปเพราะว่าถูกพวกเงี้ยวมารุกราน จึงทิ้งถิ่นฐานไว้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า ต่อมาเมื่อ   พ.ศ. 2325 เจ้าแสนช้าง เจ้าพระเลื่อน เจ้าแสนอุดและพระยาเม็งรายได้ชวนกันมาแผ้วถางในบริเวณ จึงได้พบศิลาแผนหนึ่งมีตัวอักษรขอมสลัดอยู่ไม่มีผู้ใดสามารถอ่านหนังสือขอมได้ซึ่งประดิษฐ์อยู่ที่องค์เจดีย์ (ธาตุตาลแหง)

                        ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2400 ครูบาอาภิชัย  วณณโต (วงษ์นันต๊ะ) พร้อมด้วยคณะศรัทธาได้ร่วมพัฒนาวัดพบต้นตาลต้นหนึ่งในบริเวณวัดมีรอยแตกตั้งแต่โคนต้นจนถึงยอดจึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดตาลแหง” ต่อมามีพวกเงี้ยวมาถามหาวัดตาลแหง เพื่อหวังมาขุดเอาของที่มีค่าที่พวกม่านนำมาฝังไว้หลายแห่งในบริเวณวัดและที่องค์พระธาตุ แต่ชาวบ้านหลอกว่าวัดตาลแหงอยู่ทางบ้านร้องกวางและชาวบ้านได้เปลี่ยนชื่อวัดมาเป็น            “วัดเวียงสุนทราย”

                        ทางเจ้าหน้าที่ส่วนราชการได้มาก่อตั้งเวียง ขึ้นที่บ้านเวียงหมู่ที่ 2 ต่อมาประชาชนหนาแน่นขึ้นบริเวณสถานที่จึงคับแคบไม่เอื้ออำนวยให้ทางเจ้าหน้าที่ส่วนราชการจึงได้ย้ายไปตั้งที่บ้านเวียงตั้ง ตำบลวังธง ต่อมาก็ได้ย้าย ไปตั้งที่บ้านตองหรือตำบลเวียงทองในปัจจุบัน เพราะว่าเป็นที่ประชาชนสัญจรไปมาได้สะดวกต่อมาชุมชนแออัดจึงได้ย้ายเมืองออกมาตั้งในบริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองแพร่ในปัจจุบันนี้ เพราะว่าพื้นที่ทำเลดีการคมนาคมสะดวกและสามารถขยายความเจริญได้ในอนาคต บ้านเวียงจึงเป็นหมู่บ้านที่เคยเป็นที่ตั้งของ      เวียงเก่าโดยมีหลักฐานที่ปรากฎอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านจะมีคือเวียงหรือกำแพงดินให้เห็นอยู่ในปัจจุบันและมีถนนสายติดต่อกับ   บ้านไผ่ย้อย หมู่ 4 ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง เรียกว่าประตูชัย ถนนสายตะวันตก หรือ ซอยสองของหมู่บ้านใน ปัจจุบันเรียกว่า “ประตูมาร”

                        วันที่ 7 มิถุนายน   พ.ศ. 2325 ทางคณะสงฆ์ได้พิจารณาให้วัดตาลแหงเป็นสำนักสงฆ์

                        วันที่ 28 เมษายน   พ.ศ. 2418 ได้รับอนุญาตวิสุงคามสีมา

                        วันที่ 17 มิถุนายน  พ.ศ. 2467 ได้ทำพิธีผูกพันธสีมาและชาวบ้านได้ช่วยกันบูรณะองค์เจดีย์ หรือพระธาตุตาบแหงให้มีองค์ใหญ่ขึ้นเท่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

                        ต่อมาพระอานันท์  นนธีโร (ไผ่คำ) เห็นว่าวัดเวียงสุนทรายมีชื่อไม่เป็นมงคลจึงได้เปลี่ยนเอาสระอุมาเป็นไม้หันอากาศ เป็นชื่อว่า “วัดเวียงสันทราย” จนถึงปัจจุบัน

                        ในสมัยก่อนนั้นบ้านเวียงเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในการปกครองของตำบลเฮิง ต่อมาในสมัยกำนันเทพ   คำมูล จึงได้ขอความเห็นของชาวบ้านในตำบลเปลี่ยนชื่อ ตำบลเฮิงมาเป็นตำบลบ้านเวียง  ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม  พ.ศ.  2485  จนถึงปัจจุบัน

 

รายนามเจ้าอาวาส “วัดเวียงสันทราย” จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

 

 


 

 

 

 

 

เทศบาลตำบลบ้านเวียง
เลขที่ 197/1 หมู่ 9 ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ 54140
โทร. 054-649564